wanwisa's profileme myselfPhotosBlogListsMore Tools Help

wanwisa chaisaklert

Occupation
Location
Interests
เด็ก บ้าๆ บอๆ ติ๊งต๋องเป็นชีวิตจิตใจ
รักการกินเป็นที่หนึ่ง ของอะไรอร่อย เราจะตามไปดู...และกิน เรียบ
และที่สำคัญ อารมณ์ไม่แน่นอนเปลี่ยนได้รายนาที

me myself

Windows Media Player

No list items have been added yet.
No list items have been added yet.
February 25

สู้ต่อ หรือ ยอมแพ้

ได้ยินเรื่องนี้มาจาก e-mail แม่หน่อย และหลายๆ คนที่พูดถึงกันบ่อย ร่างกายเราก็ต้องการกำลัง
มันจะต่างอะไรกับที่ใจเรามันก็ต้องการเหมือนกัน 
 
ผู้ชายธรรมดาๆ คนนึง พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ
เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี
ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง
เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน
แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความ สุขอยู่ได้ไม่นานนัก อายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป
เพราะทนใช้ชีวิตกับ เขาไม่ได้
ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว
แต่เขาก็ยัง ต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลว เหมือนเดิม
เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา
หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี
แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง (แล้ว)

แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง !
แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมด
สิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือ การทำอาหาร
ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้าน
กาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา

ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร
แต่เขากลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา
เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ
เขาเปลี่ยนความ คิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ
เพราะเขา รักและคิดถึงเธอเหลือเกิน
เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน
เขาวางแผน ทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว
ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง
เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของ
เขา เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ "ลักพาตัวเธอ!"
แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนก
อยู่บ้าง แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขา มีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา
...
วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย
แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว
เขารู้สึกเหมือนคนที่ พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า
และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะ ต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต

แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้
พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนอายุ 65 ปี
วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์
เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว
ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิต อยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้
ชีวิตของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนาน
เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล
เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป      เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า " จะฆ่าตัวตาย "
เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง
นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ    ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม
แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญา
เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่
เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า    เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสักอย่างเลย !

เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้
บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่ ! เขารู้วิธีปรุงอาหาร
ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง
ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ
เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน
และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา

เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกัน
สังคมฉบับต่อไปของเขา ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและ ไก่จำนวนหนึ่ง
จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงาน ที่ร้านกาแฟนั้น
เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา

แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส
ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง

ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี
เขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ
เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร์ส เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จ
ที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้น
ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก
ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน

ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือ
มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ "สู้ต่อ" หรือ "ยอมแพ้"
สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จ

แล้วชีวิตของคุณหละ ล้มเหลวมากพอหรือยัง ?
November 19

เสียงหัวใจ

มันเป็นการยากที่เราจะเข้าใจความรู้สึกของใครคนหนึ่ง
คำพูดที่เค้าพูด การกระทำที่เค้าแสดงออก
มันยากที่จะตีความ หรือทำความเข้าใจ...ได้อย่างลึกซึ้ง
แม้แต่ความรู้สึกตัวเอง ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจมันได้ดีทั้งหมด
เมื่อก่อนอาจจะตีความด้วยสมองมากไป จนทำให้พลาดอะไรไปหลายๆ อย่าง
แต่ตอนนี้ลองให้หัวใจนำทางไปบ้าง ก็มีไรดีๆ ผ่านเข้ามาเหมือนกัน มากกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ
อาจจะจริงก็ได้ที่จินตนาการ ความรู้สึกมันนำทางได้ดีกว่าสมองซีกซ้าย
เหมือนที่ Eistine บอกไว้ว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ด้วยซ้ำ
เสียงของหัวใจบอกได้ว่าตอนนี้หัวใจเรากำลังต้องการอะไร
แต่ความทรงจำในอดีตไม่ใช่ว่ามันจะไม่ดี มันก็แค่เป็นวิวข้างทางที่เราชอบหรือไม่ชอบก็แค่นั้น
ให้คนอื่นมาเดินเค้าอาจจะตื่นเต้น และว่ามันทำไมสวยงามอย่างนี้
เพียงแต่กับเรามันไม่ใช่ก็เท่านั้นเอง
 
ฟังเสียงหัวใจให้มากขึ้นแล้วจะได้ยินว่าหัวใจต้องการอะไร...มากกว่า...มั้ง
October 25

มาแล้วๆ....Switzerland & Germany

เอ่อ.....หายไปนานชาติมากเลยค่ะ กลับมาเล่าประสบการณ์ไปเที่ยวก่อนนะ
ถึงแม้ว่ามันจะนานแล้วก็ตาม แห่ๆ
ก็หลังจากที่กลับมาก็เตรียมตัวสอบ GRE ก็เลยยังไม่มีเวลามา up เลยค่ะ
 
ไปเที่ยว Switzerland & Germany มาค่ะ
ยังไมได้ไปอยู่นะ (จิงๆ อยากไปอยู่มากๆ ไม่อยากกลับเลย)
สวยมากมาย บรรกากาศเทือกเขาสูงๆ หิมะปกคลุม
ธารน้ำแข็ง ฟ้าสีฟ้า ฟ้า ตัดกับทะเลสาบ และหนุ่มๆ หล่อ(ขอหน่อยๆ) มันช่างสวยงามไรเช่นนี้
คนก็น่ารัก friendly ยิ้มแย้ม ใจดี
เที่ยวตั้งแต่เหนือลงใต้แล้วก็วนขึ้นเหมือนมาใหม่
ไปวันละเมืองได้ แบบว่าลืมไปเลยว่าต้องกลับมาทำไรต่อเหอะๆ
แล้วก็เข้าไปที่ Germany เมือง Heidemburg ก็สวยแบบโบราณๆ
มีมหาลัยเก่าแก่ที่สุด  ดังเรื่อง medical
แต่คนเยอรมันจะดูแบบจิงจังกว่าสวิสนะ
เห็นบรรยากาศในห้องเรียนแล้วแบบว่า เรียนในประสาทอลังการ (ในรูปอ่ะนะ)
ตูหลับแน่ๆ แต่น่าอยู่มากๆ เลยอ่ะ ถ้ามีเพื่อนนะ ไม่มีนี่เหงาตายแน่ๆ
ตลอดการเดินทาง สนุกสนานมากมาย แต่คิดถึงอาหารไทยมาก
กลับมาวันแรกกินผัดกะเพราอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลย
ไม่สบายนิดหน่อย เพราะอากาศ สิบกว่า กับสามสิบกว่า
แต่ก็เป็น trip ที่จะอยู่ในใจไปอีกนานเลย..... อยากไปอีกอ่ะ
 
September 27

Splendid Switzerland & Germany

 
September 05

value of human

สังคมทั่วโลกบอกว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน บางคนถึงกับพูดว่า
ถ้าคุณไม่มีประโยชน์ก็ไม่ควรอยู่อีกต่อไป แต่ในความเป็นจริง
คนเราเกิดมามีค่าทั้งนั้น โดยไม่ต้องพิสูจน์ค่าของตัวเองด้วยซ้ำ
เพราะเรามีศักยภาพที่จะรัก สองมือเรานี้สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้
ให้กำลังใจคนอื่นได้ แค่นี้ก็เพียงพอที่จะบอกให้โลกรู้ว่า เราไม่ควรตาย
 
แต่การค้นพบค่าของตัวเองนี้ต้องเกิดกับคนคนนั้นเอง คนรอบข้างช่วยได้
แค่ชี้ทางเท่านั้น
 
การอยู่บนโลกนี้อย่างสันติสุขคือการเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่เรามี
และสิ่งที่เราไม่มี ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามี และไม่คาดหวังในสิ่งที่เราไม่มี
การคาดหวังที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง นำไปสู่การเจ็บป่วยได้
เพราะไม่ใช่ blueprint หรือตัวตนแท้ของเรา แต่เหมือนกับเราไปอ่าน
พิมพ์เขียวของคนอื่นแล้วอยากเอามาเป็นของตัวเอง....
 
 
Photo 1 of 28
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
Pailinrutwrote:
ดีจ้า สาสบายดีป่าว เราว่าจะไปเมนท์ให้ใน multiply แต่ลืมพาสเวิร์ดไปแล้ว หุหุ
 
ตอนนี้เราแบบว่าเลิกออนเอมแล้วอ่ะ ขี้เกียจพิมพ์ ไว้ไงก็เมล์คุยกันนะจ้ะ
 
คิดถึง ๆ
Sept. 6
Som-ojawrote:
Hello ka P' Sa,
HOw's everything going ja? where are you now?
did you finish your degree ja.
see you around ja
bye
Oct. 13
หวัดดีครับ  
 
ขอบใจหลาย ๆสำหรับคำอวยพร ขอให้คำอวยพรดี ๆ กลับไปหาวันวิสาข์เช่นกันนะจ้ะ
Aug. 23